ด้วยความส????ำคัญของภาษาอังกฤษส????ำหรับการเรียนในระดับอุดมศึกษาที่เพิ่มสูงขึ้น นักศึกษาไทยผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศจ????ำเป็นต้องพัฒนาทักษะการอ่านให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เข้าใจสื่อและข้อมูลที่หลากหลายส????ำหรับการศึกษาและการประกอบอาชีพ ทั้งยังเข้าถึงแหล่งความรู้และสามารถตอบสนองต่อศาสตร์วิชาต่างๆ ที่มีมาตรฐานในระดับที่สูงขึ้นแต่นักศึกษาของไทยส่วนใหญ่ยังขาดความพร้อมในการพัฒนาทักษะการอ่านให้มีประสิทธิภาพ สาเหตุเกิดจากการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม ที่ขาดความยืดหยุ่น โดยยึดครูผู้สอนเป็นหลัก การมอบหมายงานที่ต้องท????ำเดี่ยวให้กับผู้เรียน รวมทั้งขาดวิธีจัดการเรียนการสอนที่เป็นนวัตกรรม หรือเน้นการมีปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน ทฤษฎีการเรียนรู้แบบพึ่งพามีลักษณะแตกต่างกับการเรียนรู้แบบดั้งเดิมของไทย โดยใช้การดึงบทบาทอ????ำนาจจากครูผู้สอนไปสู่ผู้เรียน เน้นการมีปฏิสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมที่มากขึ้น การเรียนรู้แบบนี้สามารถช่วยเพิ่มความสนใจและความพึงพอใจของผู้เรียน บทความนี้รายงานกรณีศึกษาถึงผลกระทบ ของทฤษฎีการเรียนรู้แบบพึ่งพา ในวิชาการอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษระดับกลางทั้งเก้าครั้ง ส????ำหรับนักศึกษาไทยชั้นปีที่ 2 ในคณะเภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งจ????ำนวน 30 คน ข้อมูลที่ได้จากคะแนนรวมและคะแนนเฉลี่ยของการท????ำกิจกรรมแบบเดี่ยวและแบบคู่ของนักศึกษาพบว่า การเรียนรู้แบบพึ่งพามีผลกระทบต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักศึกษาทั้งในด้านคะแนนกิจกรรมและทัศนคติ นอกจากนี้ผลจากการสัมภาษณ์แบบโครงสร้าง โดยจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างผู้เรียนจ????ำนวน 15คนพบว่า ผู้เรียนทุกคนมีทัศนคติในทางบวกต่อการเรียนรู้แบบพึ่งพา เนื่องจากการเรียนรู้แบบนี้สามารถสร้างผลกระทบในแง่บวก และให้ประโยชน์ต่อผู้เรียน ดังนั้นผลของการศึกษานี้จึงควรได้รับการเผยแพร่และน????ำไปใช้เป็นแนวทางในอนาคตส????ำหรับครูผู้สอนภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาต่างประเทศและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อพัฒนาปรับปรุงวิชาการอ่าน รวมถึงวิธีการสอนที่เอื้อต่อความส????ำเร็จทั้งยังสร้างแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาต่างประเทศในระดับอุดมศึกษาของไทย

With the rising importance of English in higher education, EFL students in Thailand need to develop efficient reading skills to fully comprehend a wide range of materials, gather written information for their academic studies and careers, and to access resources to meet increasingly strict world standards in all disciplines. However, many EFL Thai tertiary level students seem unprepared for the reading demands placed on them. This deficiency is said to be due to fixed patterns of traditional teaching English instruction which is still teacher-orientated, individual, and lacks innovative, interactive methods. Collaborative learning, as opposed to the Thai traditional learning system, takes the power from a teacher and distributes that power among the students in an interactive and engaged manner so as to increase the students’ interest and learning satisfaction. This paper details a case study on the effects of collaborative learning during 9 sessions of an intermediate reading and writing course with 30 second-year Thai students studying in the Faculty of Pharmacy at a Thai private university. The data obtained from total individual work scores and pair work as well as the mean scores of both types of work implied that collaborative learning had effects on students’ performance activity scores in and attitudes toward learning English as a foreign language. In addition, the structured interview responses from fifteen randomly selected participants showed that all of them had positive attitudes towards a collaborative learning-based teaching method since it proved positive effects on and provided benefits for them. Thus, the study results should be introduced and used to provide future guidelines for EFL teachers and stakeholders to develop or improve reading courses and instructional methods which will help facilitate success and motivation in EFL learning for tertiary level students.



บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับผู้แต่ง #Nipaporn Chalermnirundorn